พ่อแม่ติดเชื้อเอชไอวี มีลูกได้ไหม? คำตอบจากหลักการแพทย์สมัยใหม่
| | |

พ่อแม่ติดเชื้อเอชไอวี มีลูกได้ไหม? คำตอบจากหลักการแพทย์สมัยใหม่

ในอดีตเมื่อพูดถึงการมีลูกของพ่อแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หลายคนมักคิดว่าความฝันในการมีครอบครัวที่สมบูรณ์เป็นไปไม่ได้ เพราะเชื้อไวรัสเอชไอวีอาจถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน การดูแลอย่างถูกต้องสามารถลดความเสี่ยงจาก 15–45% ให้เหลือต่ำกว่า 5% หรือแม้กระทั่งใกล้ศูนย์ได้ หากได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ART และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า พ่อแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถมีลูกได้อย่างไร ลูกจะติดเชื้อหรือไม่ และครอบครัวควรรู้วิธีการดูแลตนเองอย่างไรเพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัย และมีความหวัง

  • HIV ทำลายภูมิคุ้มกัน แต่ยาต้านไวรัส ART ทำให้ผู้ติดเชื้อกดไวรัสได้ ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ และ U=U สำหรับการถ่ายทอดทางเพศเมื่อไวรัสตรวจไม่พบ ต่อเนื่อง
  • MTCT เกิดได้ 3 ช่วง: ตั้งครรภ์, คลอด, ให้นม—ถ้าไม่แทรกแซง เสี่ยงรวม 15–45%; ถ้า แม่ได้ ยาต้านไวรัส ART และกดไวรัสได้ เสี่ยง <5%, และถ้าคง ตรวจไม่พบ ตลอดช่วงให้นม ความเสี่ยง <1% แต่ไม่เป็นศูนย์ (ต้องติดตามใกล้ชิด และตัดสินใจร่วมกัน)
  • กุญแจสำคัญ คือ รู้สถานะไว (ตรวจเร็ว), เริ่ม/คงยาต้านไวรัส ART อย่างเคร่งครัด, ฝากครรภ์ และติดตามตามนัด, และ ปรึกษานโยบายการให้นมตามบริบทประเทศ กับทีมแพทย์/สาธารณสุข

เอชไอวี คืออะไร?

เอชไอวี (HIV – Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่ทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง หากไม่ได้รับการรักษาจะค่อยๆ นำไปสู่ระยะเอดส์ (AIDS) ซึ่งเสี่ยงต่อโรคฉวยโอกาสและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการรักษาด้วย ยาต้านไวรัส ART ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่กดปริมาณไวรัสได้จนตรวจไม่พบ (virally suppressed/undetectable) ใช้ชีวิต เรียน ทำงาน และสร้างครอบครัวได้ใกล้เคียงคนทั่วไป อีกทั้งหลักฐานยืนยันว่าสถานะ ตรวจไม่พบ = ไม่ถ่ายทอดทางเพศ (U=U) สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อคงระดับไวรัสไม่พบอย่างต่อเนื่องด้วยการกินยาอย่างสม่ำเสมอ. 

การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (MTCT) คืออะไร?และเกิดขึ้นช่วงไหนได้บ้าง?

การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (MTCT) หมายถึงการที่ทารกได้รับเชื้อจากแม่ ระหว่างตั้งครรภ์, ขณะคลอด, หรือ ช่วงให้นมบุตร ซึ่งเป็น 3 หน้าต่างความเสี่ยงหลักในชีวิตช่วงแรกของเด็กทารก

  • ขณะตั้งครรภ์: เชื้อสามารถผ่านรกได้
  • ขณะคลอด: ทารกสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่งของมารดา
  • ระหว่างให้นมบุตร: หากแม่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส ART หรือควบคุมไวรัสไม่ได้ ความเสี่ยงยังมีอยู่

ตัวเลขความเสี่ยง: จากสูงสู่ต่ำมาก

  • หาก ไม่มีการแทรกแซง (ไม่ตรวจ ไม่รักษา ไม่ป้องกัน) ความเสี่ยง MTCT โดยรวมอยู่ราว 15–45% (ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และบริบทบริการสุขภาพ) โดยส่วนใหญ่มาจากช่วงตั้งครรภ์/คลอด ~15–30% และเพิ่มอีก ~10–20% หากมีการให้นมระยะยาวโดยไม่มีมาตรการป้องกัน
  • หาก แม่ได้รับยาต้านไวรัส ART อย่างสม่ำเสมอ และควบคุมปริมาณไวรัสได้, ความเสี่ยง MTCT สามารถลดลง เหลือน้อยกว่า 5% และเมื่อ คงระดับไวรัสตรวจไม่พบ ต่อเนื่องตลอดตั้งครรภ์–หลังคลอด–ช่วงให้นม ความเสี่ยงผ่านน้ำนมแม่ ต่ำกว่า 1% (แต่ไม่เป็นศูนย์) ตามแนวทางสหรัฐฯ/NIH-CDC และข้อมูลปัจจุบัน

หมายเหตุ: แนวทาง WHO สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างน้อย 12 เดือน (ต่อเนื่องได้ถึง 24 เดือน) ในบริบทที่แม่ได้รับยาต้านไวรัส ART และมีการสนับสนุนการกินยา/ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะชั่งน้ำหนักแล้วประโยชน์ของนมแม่ร่วมกับยาต้านไวรัส ART มากกว่าความเสี่ยงที่เหลือน้อยมาก ในหลายประเทศ. นโยบายระดับประเทศอาจต่างกัน—ควรทำการตัดสินใจร่วม กับทีมดูแล

ทำไมการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก จึงเป็นประเด็นสำคัญ ของครอบครัว และสาธารณสุข?

  • ผลกระทบตลอดชีวิตของเด็ก: หากติดเชื้อ เด็กต้องรับยาต้านไวรัส ART ต่อเนื่องตั้งแต่เล็ก เสี่ยงปัญหาการเจริญเติบโต พัฒนาการ และติดเชื้อฉวยโอกาสมากกว่าปกติหากควบคุมไวรัสไม่ได้ดีพอ
  • ป้องกันได้มากกว่า 95% เมื่อรู้-รักษา-ติดตาม: การเข้าถึงยาต้านไวรัส ART ในหญิงตั้งครรภ์สูงขึ้นทั่วโลก (มากกว่า ~80% ในปีล่าสุด) คือหัวใจของการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเด็ก และเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ WHO/UNAIDS ในการกำจัดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ระดับประเทศ (EMTCT).
  • แบบอย่างความสำเร็จ: ประเทศไทยได้รับการรับรองโดย WHO เป็นประเทศแรกในเอเชีย (ปี 2016) ที่บรรลุเกณฑ์การกำจัด MTCT ของเอชไอวี และซิฟิลิส สะท้อนว่าระบบตรวจคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ + ยาต้านไวรัส ART + การติดตามหลังคลอด ได้ผลจริง เมื่อทำอย่างครอบคลุม และต่อเนื่อง

ความเสี่ยงของการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก 

  • ถ้าไม่ มีการแทรกแซงทางการแพทย์ (ไม่ได้ตรวจ/ไม่ได้รับยาต้านไวรัส): ความเสี่ยงที่แม่ถ่ายทอดเชื้อให้ลูก รวมทุกช่วง (ตั้งครรภ์–คลอด–ให้นม) อยู่ราว 15–45% ซึ่งเป็นตัวเลขอ้างอิงหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ถ้าแม่ได้รับยาต้านไวรัส ART อย่างสม่ำเสมอ และควบคุมไวรัสได้: ความเสี่ยง ลดลงเหลือ ≤5% (หลายบริบททำได้ต่ำกว่านั้นมาก โดยเฉพาะประเทศที่เข้าถึงบริการครบถ้วน)
  • กรณีให้นมบุตร: เมื่อแม่รักษาด้วยยาต้านไวรัส ART ต่อเนื่อง และรักษาระดับไวรัสให้ตรวจไม่พบ อย่างสม่ำเสมอ ความเสี่ยงผ่านน้ำนม <1% แต่ไม่เป็นศูนย์—แนวทางสหรัฐฯแนะนำ ปรึกษาโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และติดตามใกล้ชิด; ส่วน WHO สนับสนุนการให้นมแม่ 12–24 เดือน ภายใต้การคุมไวรัสและการยึดมั่นการกินยาอย่างดี (นโยบายประเทศอาจต่างกัน ควรตัดสินใจร่วมกับทีมแพทย์)

สรุปสั้น: รู้สถานะเร็ว + เริ่ม/คงยาต้านไวรัส ART + ฝากครรภ์ และติดตามตามนัด + วางแผนการให้นมแบบมีข้อมูล คือ หัวใจที่ทำให้ความเสี่ยงจาก 15–45% → เหลือ ≤5% และต่ำมากแม้ในช่วงให้นมเมื่อควบคุมไวรัสได้ดี

พ่อที่ติดเชื้อเอชไอวี มีลูกได้ไหม? (แม่ไม่ติดเชื้อ)

ได้ และปัจจุบันมีตัวเลือกที่ปลอดภัยหลายทาง โดยหลักการ คือ ป้องกันการแพร่เชื้อทางเพศไปยังคู่ เพื่อให้ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

  • U=U (Undetectable = Untransmittable)
    หากฝ่ายชายที่มีเชื้อ กินยาต้านไวรัส ART ต่อเนื่องจนไวรัสตรวจไม่พบ อย่างยั่งยืน ความเสี่ยงแพร่เชื้อทางเพศให้คู่ เท่ากับศูนย์ตามหลักฐานเชิงระบาดวิทยา (เช่น HPTN 052, PARTNER และแหล่งอ้างอิงสถาบัน NIAID/IDS). คำแนะนำทางการแพทย์สมัยใหม่ระบุชัดว่า เพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางเพื่อการตั้งครรภ์ ในคู่ที่กดไวรัสไม่พบแล้ว ไม่มีความเสี่ยง ในเชิงการติดต่อทางเพศ (ต้องคงการตรวจไม่พบสม่ำเสมอ และติดตามแพทย์)
  • เสริมความอุ่นใจด้วย PrEP สำหรับฝ่ายหญิง (ถ้าต้องการ)
    ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) สำหรับคู่ที่ไม่ติดเชื้อสามารถใช้ เสริม เพื่อลดความกังวลในช่วงพยายามตั้งครรภ์ โดยพิจารณาตามดุลยพินิจแพทย์ และบริบทส่วนบุคคล
  • เทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ (ถ้าจำเป็นหรือเลือกใช้) คือ การล้างอสุจิ (Sperm washing) + IUI/IVF/ICSI: มีหลักฐานรายงาน ศูนย์การถ่ายทอด ในหลายหมื่นรอบการรักษาเมื่อทำในศูนย์ที่มีมาตรฐาน; อย่างไรก็ดี ในยุคที่ U=U ได้รับการยืนยันกว้างขวาง หลักฐานแนวทางบางฉบับชี้ว่า ประโยชน์เพิ่ม จากการล้างอสุจิอาจ น้อยลง และควรพิจารณาเป็นรายกรณี (รวมถึงปัจจัยด้านภาวะมีบุตรยาก/ค่าใช้จ่าย/ความพร้อมบริการ)

เคล็ดลับปฏิบัติ: วางแผนช่วงตกไข่ + ยืนยันไวรัสตรวจไม่พบต่อเนื่องหลายเดือน + พิจารณา PrEP สำหรับคู่ไม่ติดเชื้อ (หากกังวล) = แนวทางง่ายที่ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุดในปัจจุบัน. 

แม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยอย่างไร?

  • เริ่ม/คงยาต้านไวรัส ART ทันที และต่อเนื่อง เป้าหมายคือกด HIV RNA ให้ ตรวจไม่พบก่อนคลอด (ยิ่งเร็ว ยิ่งดี) เพื่อลดความเสี่ยง MTCT ลงอย่างมาก และปกป้องสุขภาพมารดา
  • ฝากครรภ์กับทีมที่เชี่ยวชาญ + ติดตาม Viral Load ตามกำหนด แนวทางสหรัฐฯ/NIH แนะนำการตรวจ และปรับแผนอย่างเป็นระบบตลอดไตรมาสต่าง ๆ รวมถึงการจัดการระยะคลอดเพื่อให้ปลอดภัยที่สุด
  • การเลือกวิธีคลอด (เฉพาะบางกรณี) ถ้า ปริมาณไวรัส >1,000 copies/mL หรือไม่ทราบค่าใกล้กำหนดคลอด แนะนำ ผ่าตัดคลอดที่ 38 สัปดาห์ เพื่อลดการสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่งของทารกในระหว่างคลอด (ถ้าไวรัสตรวจไม่พบ มักไม่จำเป็นต้องผ่าตัดด้วยเหตุผลด้านเอชไอวี)
  • ยาป้องกันให้ทารกหลังคลอด ทารกที่สัมผัสเชื้อ ควรได้รับยาต้านไวรัสป้องกัน โดยเร็วที่สุด ภายใน ~6 ชั่วโมงแรก หลังคลอด ตามระดับความเสี่ยง และแนวทางประเทศ
  • การให้นมบุตร: ตัดสินใจร่วมโดยอิงข้อมูล
    • สหรัฐฯ/CDC: หากแม่คงไวรัสตรวจไม่พบ ต่อเนื่อง ความเสี่ยง <1% แต่ไม่เป็นศูนย์ จึงให้คำปรึกษาแบบยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และติดตามใกล้ชิด
    • WHO: สนับสนุนการให้นมแม่ 12–24 เดือน ในระบบที่สนับสนุนยาต้านไวรัส ART การติดตามอย่างดี เพราะประโยชน์ของนมแม่ในบริบททรัพยากรจำกัด มากกว่าความเสี่ยงที่เหลืออยู่
    • นโยบายประเทศต่างกัน ควรคุยกับทีมแพทย์เพื่อเลือกแนวทางเหมาะสม

การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก

  • การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ถือเป็นมาตรการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะหากตรวจพบตั้งแต่แรก แพทย์สามารถเริ่มการดูแล และให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อสู่ลูกลงอย่างมาก
  • การให้ยาต้านไวรัสแก่แม่ที่ติดเชื้อ หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวี การเริ่มรับประทานยาต้านไวรัส ART โดยเร็วที่สุด และกินอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมระดับไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำหรือถึงขั้นไม่ตรวจพบ ซึ่งทำให้โอกาสถ่ายทอดเชื้อลดลงอย่างชัดเจน
  • การให้ยาต้านไวรัสป้องกันแก่ทารกหลังคลอด หลังจากเด็กคลอดออกมา ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีจะได้รับยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันเชื้อเข้าสู่ร่างกาย โดยมักให้ต่อเนื่องในช่วงแรกของชีวิตตามแนวทางทางการแพทย์
  • การให้คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงดูที่ปลอดภัย ในบางประเทศ หากแม่ยังควบคุมเชื้อได้ไม่ดีหรือขาดยาต้านไวรัส การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อ แพทย์จึงอาจแนะนำให้ใช้นมผงแทน หรือหากจำเป็นต้องให้นมแม่ ควรมีมาตรการเสริมเพื่อความปลอดภัย

บทบาทของยาต้านไวรัส ART ในการมีลูกอย่างปลอดภัย

ยาต้านไวรัส ART เป็นหัวใจหลักที่ทำให้พ่อแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีลูกได้อย่างปลอดภัย โดยกลไกสำคัญคือ

  • ลดปริมาณไวรัสในเลือดจนถึงระดับไม่ตรวจพบ (Undetectable) เมื่อเชื้อถูกกดจนตรวจไม่พบ โอกาสถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกหรือคู่ครองจะใกล้ศูนย์ (แนวคิด U=U: Undetectable = Untransmittable)
  • เสริมสร้างสุขภาพแม่ แม่ที่ใช้ยาต้านไวรัส ART อย่างต่อเนื่องจะมีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด
  • ปกป้องลูกตั้งแต่ในครรภ์จนถึงหลังคลอด การใช้ยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์เป็นการสร้างเกราะป้องกันหลายชั้นให้ทารก

ความท้าทายที่ครอบครัวต้องเผชิญ

แม้จะมียาต้าน และเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า แต่ครอบครัวที่พ่อแม่ติดเชื้อเอชไอวียังเผชิญกับความท้าทาย ได้แก่

  • ผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือผลต่อการทำงานของตับ และไต
  • ความกังวลด้านจิตใจ พ่อแม่อาจมีความกลัวหรือวิตกเกี่ยวกับอนาคตลูก
  • การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ ซึ่งยังคงมีอยู่ในบางสังคม อาจทำให้ครอบครัวรู้สึกโดดเดี่ยว
  • ค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการ แม้บางประเทศรวมถึงไทยจะให้การรักษาฟรี แต่บางครอบครัวยังมีภาระด้านเศรษฐกิจที่ทำให้การดูแลไม่ต่อเนื่อง

การสนับสนุนทางจิตใจ และสังคม

  • ครอบครัวควรได้รับกำลังใจ ความรัก และสภาพแวดล้อมที่ไม่ตัดสิน เพื่อให้แม่ และพ่อมีความมั่นใจในการดูแลตนเอง และลูก
  • การสร้างความเข้าใจในชุมชน และโรงเรียนมีความสำคัญ เพราะช่วยลดการตีตราและทำให้เด็กมีโอกาสใช้ชีวิตใกล้เคียงกับเด็กทั่วไป

บทบาทของนโยบายสาธารณสุข

หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้บรรจุการตรวจเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์เป็นมาตรฐาน และให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสฟรี สิ่งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยลดจำนวนเด็กติดเชื้อเอชไอวีลงอย่างชัดเจน และยังสร้างความมั่นใจให้ครอบครัวว่าการมีลูกอย่างปลอดภัยไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

พ่อแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีลูกได้อย่างปลอดภัย หากได้รับการรักษา และดูแลตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ ยาต้านไวรัส ART การฝากครรภ์อย่างใกล้ชิด และการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกคือหัวใจสำคัญของการดูแล

เอชไอวีในปัจจุบันไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างครอบครัวอีกต่อไป แต่คือความท้าทายที่สามารถจัดการได้ด้วยความรู้ ความเข้าใจ และการสนับสนุนจากทั้งทีมแพทย์ ครอบครัว และสังคม

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). HIV transmission from mother to child. ข้อมูลสรุปเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-transmission-from-mother-to-child
  • Joint United Nations Programme on HIV/AIDS (UNAIDS). Global HIV & AIDS statistics — Fact sheet. รายงานสถิติและสถานการณ์เอชไอวีทั่วโลก รวมถึงการติดเชื้อในเด็ก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV and Pregnancy. ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด และการให้นมบุตร. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/hiv/basics/mtct.html
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในประเทศไทย. ข้อมูลและมาตรการด้านสาธารณสุขสำหรับหญิงตั้งครรภ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/disease/detail/32
  • UNICEF. Eliminating mother-to-child transmission of HIV. ข้อมูลเกี่ยวกับการยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกและบทบาทระดับนานาชาติ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.unicef.org/hiv/eliminating-mother-child-transmission-hiv

Similar Posts