โรคสังคัง อาการ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษา
โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ โรคสังคัง หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Tinea Cruris ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของโรคกลาก (Tinea) เป็นการติดเชื้อราที่พบได้มากบริเวณขาหนีบ ก้น และต้นขาด้านใน มักเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี หรือมีปัญหาด้านสุขอนามัย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการอาจลุกลาม และเป็นเรื้อรังได้
โรคสังคัง คืออะไร?
โรคสังคัง หรือ Tinea Cruris เป็นการติดเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ซึ่งมักเกิดขึ้นในบริเวณที่อับชื้น เช่น ขาหนีบ ก้น ต้นขาด้านใน โดยเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีเหงื่อสะสม มีความร้อน และความชื้นสูง ลักษณะเด่นของโรคนี้คือผื่นแดง มีขอบนูน ชัดเจน อาจมีอาการคัน แสบ หรือผิวลอก ในบางกรณีอาจลามไปยังหน้าท้องหรือต้นขาด้านนอก
เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคสังคัง ได้แก่ Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum และ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือแม้แต่พื้นห้องน้ำสาธารณะ
โรคนี้แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นซ้ำบ่อย หรือมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน การรักษา และการดูแลสุขอนามัยอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการแพร่กระจาย และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
สาเหตุของการเกิดโรคสังคัง
โรคสังคังเกิดจากการติดเชื้อราชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อับชื้นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ ก้น และต้นขาด้านใน สาเหตุหลัก คือ เชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ซึ่งเป็นเชื้อราที่มีความสามารถในการย่อยเคราตินบนผิวหนัง เส้นผม และเล็บ
สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยได้แก่
- เชื้อรากลุ่ม Dermatophytes: เช่น Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคสังคัง
- การสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อรา: เช่น ผ้าเช็ดตัว กางเกงใน หรือเสื้อผ้าที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในสถานที่ชื้น เช่น โรงยิม ห้องน้ำสาธารณะ หรือหอพัก
- การใส่เสื้อผ้ารัดแน่นหรือชั้นในไม่ระบายอากาศ: ส่งผลให้เกิดความอับชื้น และเป็นแหล่งเจริญของเชื้อรา
- การไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังออกกำลังกาย: เหงื่อที่สะสมทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
- ภูมิคุ้มกันต่ำ: ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าปกติ
- มีประวัติเคยเป็นโรคเชื้อราที่ผิวหนัง: เช่น เชื้อราที่เท้า หรือเล็บ ซึ่งอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อไปยังขาหนีบ
การทำความเข้าใจสาเหตุ และพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้สามารถป้องกันโรคสังคังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสการเป็นซ้ำในอนาคต
กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อสังคัง
โรคสังคังสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากพฤติกรรม การใช้ชีวิต หรือสภาพร่างกายที่เอื้อต่อการเติบโตของเชื้อรา การทำความเข้าใจกลุ่มเสี่ยงจะช่วยให้สามารถเฝ้าระวัง และป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- ผู้ชายที่มีเหงื่อออกมาก: ความชื้นที่เกิดจากเหงื่อ โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ ก้น และต้นขาด้านใน ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อ
- นักกีฬา: โดยเฉพาะนักวิ่ง นักฟิตเนส หรือผู้ที่มีกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก และใส่ชุดออกกำลังกายรัดแน่นเป็นเวลานาน
- ผู้ที่อาศัยในภูมิอากาศร้อนชื้น: ประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทย มีความชื้นสูง จึงเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อราบนผิวหนัง
- ผู้ที่มีสุขอนามัยไม่ดี: การไม่อาบน้ำหลังเหงื่อออก การไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย หรือการใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือกางเกงใน
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตง่าย และภูมิคุ้มกันต่ำลง
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
การรู้เท่าทันกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้สามารถปรับพฤติกรรม ลดโอกาสเกิดโรค และรักษาความสะอาดของร่างกายได้ดีขึ้น
อาการของโรคสังคัง
โรคสังคัง มีลักษณะอาการที่ค่อนข้างชัดเจน และสามารถสร้างความรำคาญ และอึดอัดใจให้กับผู้ที่เป็นได้มาก โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ผื่นแดง รูปวงกลมหรือวงรี ขอบนูนชัดเจน: เป็นอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อย ผื่นมักมีลักษณะเป็นวง มีขอบนูนแดง และอาจลามออกไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่น ต้นขาด้านใน ก้น หรือท้องล่าง
- อาการคันรุนแรง: เป็นลักษณะเด่นของโรค ผู้ป่วยมักรู้สึกคันมากบริเวณขาหนีบ โดยเฉพาะในช่วงที่มีเหงื่อออก หรือหลังออกกำลังกาย
- ผิวหนังแห้ง ลอกเป็นขุย: เชื้อราทำให้ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมีลักษณะแห้ง ลอก แตกเป็นขุย หรือเป็นสะเก็ด
- เกิดแผล หรือการติดเชื้อแทรกซ้อน: หากมีการเกาบ่อย อาจทำให้เกิดแผลถลอก ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ โดยอาจเห็นเป็นตุ่มหนอง มีน้ำเหลืองซึม และอาจบวมแดง
- อาการแย่ลงเมื่อมีความชื้น: อาการจะรุนแรงขึ้นในสภาพอากาศร้อน อับชื้น หรือหลังการสวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นเป็นเวลานาน
ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือเป็นโรคเบาหวาน อาการของโรคอาจลุกลามมากกว่าปกติ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคสังคัง
แม้โรคสังคังจะเป็นการติดเชื้อราบนผิวหนังที่ดูเหมือนไม่รุนแรงในระยะแรก แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพผิวหนัง และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้
- ผิวหนังอักเสบเฉียบพลันหรือติดเชื้อแบคทีเรียร่วม (Secondary Bacterial Infection) เมื่อมีการเกาอย่างรุนแรงจากอาการคัน อาจทำให้ผิวหนังเกิดบาดแผลเล็ก ๆ และกลายเป็นทางเข้าสำหรับแบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes ซึ่งอาจทำให้เกิดหนอง มีไข้ หรือการอักเสบที่รุนแรงในบริเวณผื่น ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการบวมแดง แสบร้อน หรือมีน้ำเหลืองไหลจากบริเวณผื่น
- การลุกลามของผื่นไปยังบริเวณอื่น หากไม่รักษา หรือยังคงมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความอับชื้น เหงื่อออกมาก หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เชื้อราอาจลุกลามจากขาหนีบไปยัง:
- ก้น และร่องก้น
- หน้าท้อง
- ขาด้านในหรือด้านนอก
- ถุงอัณฑะ และอวัยวะเพศ (ในเพศชาย)
- กรณีที่เชื้อราลุกลามหลายบริเวณพร้อมกัน อาจต้องใช้ยาต้านเชื้อราระบบ (ยารับประทาน) ซึ่งมักต้องใช้เวลานาน และติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด
- การกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence) โรคสังคังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง โดยเฉพาะหาก
- รักษาไม่ครบคอร์สหรือหยุดยาเอง
- ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น สวมเสื้อผ้ารัดแน่น อับชื้น หรือไม่รักษาความสะอาดผิวหนัง
- ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน
- การเป็นซ้ำบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดผื่นดื้อต่อยา หรือผิวหนังหนาขึ้น มีรอยคล้ำถาวร และส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน
การวินิจฉัยโรคสังคัง
โรคสังคังมักวินิจฉัยได้จากลักษณะทางคลินิก แต่อาจมีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น ผื่นแพ้สัมผัส กลาก หรือผื่นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ขั้นตอนการวินิจฉัยโดยแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์ผิวหนัง ได้แก่
- การซักประวัติทางการแพทย์: สอบถามเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น เช่น คันเมื่อไร เป็นมานานแค่ไหน เคยใช้ยาอะไรบ้าง
- การตรวจร่างกาย: แพทย์จะสังเกตลักษณะของผื่น เช่น สีแดง รูปวง ขอบนูน มีขุย หรือแผลร่วมด้วยหรือไม่ บริเวณที่พบบ่อยคือขาหนีบ ต้นขา และบริเวณรอบก้น
- การตรวจด้วย KOH test: เป็นการขูดผิวหนังบริเวณที่สงสัยติดเชื้อ แล้วหยดด้วยสารโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) เพื่อละลายเซลล์ผิว และส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อตรวจหาเส้นใยของเชื้อรา
- การเพาะเชื้อรา (Fungal Culture): ในบางกรณีที่อาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเพื่อเพาะเชื้อ เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อรา และเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดในการรักษา
การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการดื้อยารักษา
การรักษาโรคสังคัง
โรคสังคังแม้จะไม่ใช่โรคอันตรายร้ายแรง แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก โดยเฉพาะอาการคันรุนแรง และการติดเชื้อซ้ำซ้อน การรักษาโรคนี้ควรทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
การใช้ยาทาเฉพาะที่ (Topical Antifungal)ในกรณีที่โรคยังไม่ลุกลามมาก ยาทาเฉพาะที่ถือเป็นการรักษาหลักที่ได้ผลดี ยาทาที่นิยมใช้ได้แก่
- ยากลุ่ม Azoles เช่น Clotrimazole และ Miconazole ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา และใช้บ่อยในกรณีโรคสังคังระยะแรกเริ่มหรือไม่รุนแรง
- ยากลุ่ม Allylamines เช่น Terbinafine และ Naftifine กลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อราโดยตรง จึงใช้ในกรณีที่ตอบสนองต่อกลุ่ม Azoles ไม่ดี
คำแนะนำการใช้: ควรทาวันละ 1–2 ครั้ง และต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังผื่นหาย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
การใช้ยารับประทาน (Oral Antifungal) หากโรคลุกลามไปหลายจุด หรือไม่ตอบสนองต่อยาทาเฉพาะที่ แพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทานร่วมด้วย โดยยาที่ใช้ได้แก่
- Fluconazole
- Itraconazole
- Terbinafine (ชนิดรับประทาน)
ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และกำจัดเชื้อราที่ลึกในผิวหนังได้ดี ต้องได้รับการสั่งจ่าย และติดตามผลโดยแพทย์ เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงต่อการทำงานของตับ
การดูแลรักษาเบื้องต้นด้วยตนเอง นอกจากการใช้ยาแล้ว การดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวันมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน โดยมีแนวทางดังนี้
- รักษาความสะอาดบริเวณขาหนีบให้แห้งอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำหรือออกกำลังกาย
- หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้ารัดแน่น หรือทำจากผ้าใยสังเคราะห์
- ใช้แป้งหรือผลิตภัณฑ์ช่วยดูดซับความชื้นในวันที่มีเหงื่อออกมาก
- หลีกเลี่ยงการเกาหรือสัมผัสบริเวณที่มีผื่น เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล และการติดเชื้อแทรกซ้อน
การป้องกันโรคสังคังไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกันสำคัญมากสำหรับโรคนี้ เพราะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง หากพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้รับการปรับเปลี่ยน
- อาบน้ำทันทีหลังออกกำลังกายหรือมีเหงื่อออกมาก
- เปลี่ยนเสื้อผ้า และชุดชั้นในเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเปียกหรืออับชื้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า กางเกงใน
- หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือไม่ระบายอากาศ
- ดูแลสุขอนามัยส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ เช่น การใช้สบู่ฆ่าเชื้อหากจำเป็น
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นออนไลน์ เรื่องใกล้ตัวที่ป้องกันได้
- เลือกให้ชัวร์ ป้องกันให้ตรงจุด หยุดเอชไอวีได้จริง
โรคสังคังแม้ไม่ใช่โรคอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ทั้งในเรื่องความไม่สบายตัว อาการคัน และการกลับมาเป็นซ้ำ การรักษาที่ถูกต้อง ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขอนามัย จะช่วยให้สามารถควบคุม และป้องกันโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Tinea Cruris (Jock Itch). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/fungal/diseases/ringworm/tinea-cruris.html
- World Health Organization (WHO). Fungal infections. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/fungal-diseases
- MedlinePlus. Jock Itch – Tinea Cruris. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://medlineplus.gov/ency/article/001439.htm
- Mayo Clinic. Jock Itch. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จากhttps://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/jock-itch/symptoms-causes/syc-20353807
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการป้องกันโรคติดต่อทางผิวหนัง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th